ชายคนหนึ่งมีโอกาสไปเป็นแขกที่บ้างหลังหนึ่งซึ่งเพิ่งจะต่อเติมและตกแต่งบ้านใหม่ เขาเหลือบไปเห็นปล่องไฟของบ้านนั้นมีรูปร่างแปลกๆ และข้างๆ ปล่องไฟมีท่อนฟืนวางอยู่มากมาย จึงแนะนำเจ้าของบ้านว่า

“ควรจะแก้ปล่องควันให้เป็นทรงโค้ง กองฟืนก็ควรจะย้ายไปที่อื่น ไม่อย่างนั้นห้องครัวอาจจะเกิดไฟไหม้ได้”

joker123

เจ้าของบ้านฟังแล้วก็คิดในใจว่า

“ฉันเสียเงินตกแต่งบ้านมากมาย ผู้ออกแบบเองก็เป็นคนที่เก่ง แล้วจะเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร แขกมาแค่ไม่กี่วันจะรู้ดีกว่าได้อย่างไรกัน”

เมื่อคิดเช่นนั้นจึงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น

ไม่นานห้องครัวก็เกิดไฟไหม้ขึ้นจริงๆ เพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างมาช่วยดับไฟจนสำเร็จ โชคดีที่ยังไม่เสียหายอะไรมากนัก

เจ้าของบ้านจึงจัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่เพื่อตอบแทนบุญคุณเพื่อนบ้านที่มาช่วยกันดับไฟ แต่กลับไม่เชิญแขกที่เคยแนะนำให้แก้ไขปล่องไฟและย้ายฟืนไปอยู่ที่อื่น

สล็อต

เพื่อนบ้านที่มางานเลี้ยงพูดกับเจ้าของบ้านว่า

“ถ้าคุณเชื่อแขกคนนั้นตั้งแต่วันแรก วันนี้ก็คงไม่ต้องมาจัดงานเลี้ยงขอบคุณอย่างนี้หรอก และครัวก็อาจจะไม่เกิดไฟไหม้จนเสียหายแบบนี้ คุณกำลังตอบแทนบุญคุณพวกเราที่มาช่วยดับไฟ แต่คนที่เตือนคุณตั้งแต่แรกกลับไม่ได้รับเชิญมางานเลี้ยงด้วย นี่ถือเป็นเรื่องแปลกมากเลยนะ”

ตอนนั้นเองที่เจ้าของบ้านฉุกคิดได้ จึงรีบไปเชิญแขกที่เคยให้คำแนะนำนั้นมาร่วมงานเลี้ยงด้วย

สล็อตออนไลน์

ประเด็นของนิทานเรื่องนี้ก็คือ เจ้าของบ้านไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของแขก เพราะคิดว่านี่ไม่ใช่บ้านของเขา และเขาจะมารู้ดีไปกว่าเจ้าของบ้านได้อย่างไร มันเหมือนกับการทำงานที่เราซึ่งเป็นเจ้าของงานมีความเชี่ยวชาญ และทำงานนั้นมานานจนคิดว่าเราเก่งแล้ว พอมีคนอื่นซึ่งไม่เคยทำงานแบบเรามาให้คำแนะนำเรา เราก็มักจะคิดว่า เขาไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน แล้วจะมารู้ดีไปกว่าเราได้อย่างไร และในหลายครั้ง คนอื่นก็มักจะเป็นฝ่ายถูกเสียด้วย

การมีความมั่นใจในตนเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่มักจะเกิดขึ้นเพราะการคิดว่าตัวเองถูกต้องเสมอ จนเกิดความมั่นใจ จากความมั่นใจก็กลายเป็นความหยิ่ง เป็นอีโก้ที่เกาะติดกับตัวเรา ความคิดแบบนี้มักจะนำอันตรายมาสู่ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีที่คำแนะนำนั้นถูกต้อง เกิดความขัดแย้งกัน และไม่ได้รับการพัฒนาอะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น ถ้าเราเก่งอยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว มีความมั่นใจในตนเองอยู่แล้ว ก็ขอให้นำเอาความเก่ง ความดี ความมั่นใจที่มีอยู่นั้น มาใช้ในการเปิดใจ ฟังคนอื่น รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะมุมมองของคนอื่นจะมาทำให้เราเก่งขึ้น มาต่อยอดความคิดของเราให้ดีขึ้นไปอีก
( ประตูเหล็ก)
วันนี้นำเอานิทานดีๆ มาให้อ่านกันอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ตัดตอนมาจากหนังสือชื่อ ฮาร์วาร์ด สอนวิธีคิดเล่ม 1 โดยเหวย์ ซิ่วอิง อีกเช่นเคยครับ เป็นเรื่องราวของการคิดไปเองของคนเรา ซึ่งมักจะคิดเองกลัวเอง และไม่กล้าเอง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้น อาจจะไมได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้เลยก็ได้ ลองอ่านดูนะครับ

พระราชาองค์หนึ่ง ทรงตั้งคำถามเพื่อทดสอบขุนนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาคำถามหนึ่ง พระองค์ทรงพาขุนนางเหล่านี้ไปยังด้านหน้าประตูเหล็กที่มีขนาดมหึมาบานหนึ่ง จากนั้นทรงตรัสกับขุนนางว่า

“นี่คือประตูบานใหญ่ที่สุดในอาณาจักรของพวกเรา พวกเจ้าใครเปิดมันออกได้บ้าง”

เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากัน และมองไปที่ประตูเหล็กที่สูงใหญ่บานนั้น จากนั้นก็พากันส่ายหัว ขุนนางขั้นผู้ใหญ่บางคนกระซิบกันว่า

“ประตูบานใหญ่ซะขนาดนี้ หนำซ้ำยังทำมาจากเหล็ก ต้องหนักแน่ๆ คนคนเดียวจะไปผลักออกได้ยังไง”

บางคนก็พูดว่า “ด้านหลังของประตูบานนี้ถูกล็อคเอาไว้แน่ ๆ ผลักไม่ออกหรอก”

ยังมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่บางคนพูดต่ออีกว่า

“ประตูบานนี้ไม่เคยถูกเปิดออก ต้องเป็นสนิมแน่ ๆ เปิดไม่ออกหรอก ไม่ต้องลองจะดีกว่า”

ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งกระแอมสองครั้ง จากนั้นก็พูดว่า “อายุเราก็ขนาดนี้แล้ว จะมีแรงผลักประตูที่หนักขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”

jumboslot

เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ต่างพากันพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันอย่างเซ็งแซ่ ขุนนางจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจเจตนาของพระราชา และพากันคิดว่า การยืนดูสถานการณ์อยู่เงียบๆ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดก็เลยยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น

ขุนนางบางท่านก็ทำเป็นเดินวางท่าไปข้างหน้าประตูบานนี้ แต่ก็ได้แค่คิด แต่ไม่ได้ลงมือทำอะไร เพราะพวกเขาไม่อยากจะเป็นคนโง่ในสายตาของคนอื่น

ขณะที่เหล่าขุนนางกำลังขบคิดกันอย่างหนักอยู่นั้น พระโอรสน้อยซึ่งมีพระชมมายุเพียง 7 พรรษาทรงวิ่งผ่านมา พระโอรสเห็นพระบิดาและเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่กำลังมองประตูเหล็กบานใหญ่บานนั้นก็รู้สึกแปลกพระทัยจึงเดินไปยังด้านหน้าของประตูใหญ่ และใช้มือน้อยๆ ของพระองค์ผลักมันเบาๆ ประตูเหล็กขนาดใหญ่ก็ถูกเปิดออกในทันที!!!

ที่แท้แล้วนี่เป็นประตูที่ไม่ได้ใส่กลอน ไม่ได้ถูกล็อค แม้ว่าบนประตูจะมีคราบสนิมเป็นดวงๆ แต่ก็ไม่ได่ทำให้ประตูถูกล็อคตาย ประตูบานใหญ่ที่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นไม่ได้เปิด กลับถูกเด็กที่มีอายุเพียง 7 ขวบเปิดออกได้

บนโลกใบนี้ขอเพียงแค่มีความตั้งใจจะทำ ก็จะพบว่าประตูหลายบานไม่ได้ถูกล็อคไว้ ประตูที่ไม่ได้ล็อคนั้น ด้านหลังของมันก็คือ โลกที่ไม่มีใครเคยเห็น ขอเพียงแค่คุณกล้ายื่นมือออมา ประตูทุกบานในโลกใบนี้ก็จะถูกเปิดออก

slot

แต่ในชีวิตจริง มีคนหลายคนที่เป็นเหมือนกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้น ยังไม่ทันได้ลองทำ ก็คิดว่าตนเองทำไม่ได้ คนประเภทนี้มักจะอยู่ในกรอบที่ทั้งเล็กและแคบ ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ๆ มากเท่าใด รวมทั้งไม่สามารถคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ได้ จึงไม่ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พวกเขาใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นคนที่มีชีวิตราวกับน้ำนิ่งในหนอง แม้จะมีความฝัน ก็ยากที่จะทำให้เป้นจริงได้

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ เป็นอย่างขุนนาง หรือเป็นอย่างพระโอรสน้อย

Tagged: , ,

Written by tbvezzzz