วันนี้เอานิทานสอนใจมาให้อ่านอีกเช่นเคยนะครับ ลองอ่านกันดูเลยครับ

ในครั้งที่อีสปอยู่เป็นข้ารับใช้ซางตุสอยู่นั้น เขาชื่อว่าเป็นที่รักของเจ้านายเป็นยิ่งนัก เพราะความที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญตนให้มีประโยชน์ และเป็นผู้ให้ความรู้แก่ผู้อื่นอยู่เรื่อยมา

joker123

อีสปถือว่าเป็นผู้ที่ทำให้เจ้านายโปรดปรานและต้องปวดหัวอยู่บ่อยๆ เพราะความฉลาดเกินตัวของเขา มีครั้งหนึ่งที่แสดงความเป็นผู้รู้ของอีสปให้เป็นที่ประจักษ์แก่มหาชน ก็คือวันที่เจ้านายของเขาจัดงานเลี้ยง

ซางตุสผู้เป็นเจ้านายจะจัดงานเลี้ยงแก่เพื่อนๆ จึงสั่งอีสปว่า “ให้ไปซื้ออาหารที่ดีที่สุดในตลาด” เพื่อมาทำเลี้ยงแขกในวันงาน หลังจากรับรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว อีสปก็รีบไปซื้อสิ่งของที่เจ้านายสั่งมาจัดเตรียมไว้ทันที

พอถึงวันงานเขาก็จัดการทำอาหารแต่เช้า เพื่อรอแขกที่จะมาร่วมงาน ครั้นได้เวลารับประทานอาหาร เจ้านายจึงสั่งให้อีสปนำอาหารที่ดีที่สุดมาให้แขกรับประทาน

สล็อต

อาหารจานแรกก็คือ “ลิ้น”

อาหารจานที่สองก็เป็น “ลิ้น”

ของหวานก็เป็น “ลิ้น” อีกเช่นเคย

ช่วงที่อีสปนำอาหารจานแรกมาเสิร์ฟนั้น แขกต่างชมว่ารสชาติอร่อยมาก แต่พอติดตามมาด้วยลิ้นอีก ก็รู้สึกว่าความอร่อยเริ่มหายไป หนำซ้ำของหวานก็เป็นลิ้นอีก แทนที่จะรู้สึกอร่อยกลับเป็นความรู้สึกสะอิดสะเอียนแทน เมื่อซางตุสเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น จึงเรียกอีสปมาสอบถามให้รู้เรื่องทันที

“ข้าสั่งให้ซื้ออาหารที่ดีที่สุดมามิใช่หรือ เหตุใดเจ้าจึงซื้อมาแต่ลิ้นเพียงอย่างเดียวล่ะ ?”

อีสปจึงตอบเจ้านายว่า

สล็อตออนไลน์

“เจ้านายคิดว่ายังจะมีอะไรดีไปกว่าลิ้นอีกหรือขอรับ เพราะบ้านเมืองที่เราอยู่อาศัยก็สร้างด้วยลิ้น การรักษาความสงบก็ต้องใช้ลิ้น ลิ้นยังมีหน้าที่สอน ชักชวน และควบคุมสภาผู้แทนราษฎร และด้วยลิ้นที่เรามีอยู่นี้แหละ ทำให้เราได้ทำหน้าที่อันสำคัญคือการได้กล่าวถึงพระศาสดา”

พอซางตุสได้ฟังดังนั้นก็คิดที่จะจับผิดอีสปให้ได้ จึงออกคำสั่งให้เขาไปซื้อ “สิ่งที่เลวที่สุด” เพื่อมาเลี้ยงแขกชุดเดิม พอรุ่งขึ้นอีสปก็นำอาหารคือ“ลิ้น”มาเสิร์ฟตามเดิม จึงทำให้เจ้านายต้องการทราบคำตอบของเขา อีสปจึงอธิบายว่า

“ลิ้นเป็นสิ่งเลวที่สุดในบรรดาสิ่งเลวร้ายทั้งหลายในโลก ลิ้นเป็นต้นเหตุของการถกเถียง ต้นเหตุของการฟ้องร้องกันในศาล ต้นเหตุทะเลาะวิวาทและสงคราม ลิ้นสรรเสริญพระศาสดาได้ แต่ขณะเดียวกันลิ้นก็สามารถกล่าววาจาอันชั่วร้าย แสดงความไม่ไว้วางใจในอานุภาพของพระองค์ได้เช่นกัน”
(ตะแกรงร่อนความคิด)
เคยมั้ยที่คิดอะไรได้ แล้วก็พูดออกไปเลย โดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน หรือพูดด้วยความคึกคะนอง คิดว่าถ้าได้พูดไปก็น่าจะทำให้คนอื่นชื่นชมเรา ทั้งๆ ที่เรื่องที่พูดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะพูด เคยหรือไม่ ที่เอาเรื่องของคนอื่นที่เขาบอกต่อๆ กันมาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ยังไม่รู้เลยว่าจริงหรือไม่ แต่ก็เอาไปบอกคนอื่นต่ออีก โดยไม่เคยคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา หรือแม้กระทั่งเรื่องของการแชร์สิ่งที่คนอื่นเขาส่งต่อๆ กันมาในโลกโซเชียลก็เช่นกัน วันนี้เอานิทานสอนใจเกี่ยวกับเรื่องของความคิด และสิ่งที่จะพูด มาให้อ่านกันครับ

มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาหาอาจารย์ที่สอนตนเอง ด้วยอาการรีบร้อนกระวนกระวาย เพราะคิดว่าเรื่องที่ตัวเองได้รู้มานั้นมีความสำคัญ จึงอยากให้อาจารย์รับรู้ด้วย สักครู่จึงแจ้งข่าวให้อาจารย์ทราบว่า

“ท่านอาจารย์ ผมมีเรื่องที่เป็นความลับจะแจ้งให้อาจารย์ทราบ”

ฝ่ายอาจารย์เห็นลูกศิษย์วิ่งกระหืดกระหอบมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย จึงกล่าวเพื่อให้ลูกศิษย์รู้สึกผ่อนคลายและให้เรียนรู้ที่จะมีสติก่อนที่จะรับฟังข้อมูลดังกล่าวนั้น

“เดี๋ยวก่อน ความลับที่จะบอกนั้น เธอได้ใช้ตะแกรง ๓ อันมาร่อนหรือยัง ?”

“ตะแกรง ๓ อันที่อาจารย์กล่าวนั้นคืออะไรครับ ?” ลูกศิษย์ถามด้วยความสงสัยและใคร่อยากรู้

jumboslot

ฝ่ายอาจารย์จึงให้ลูกศิษย์เข้ามานั่งใกล้ๆ แล้วชี้แจงวิธีการนำเรื่องตะแกรง ๓ อันมาเป็นเกณฑ์วินิจฉัยเรื่องที่รับทราบว่า

“ตะแกรง ๓ อันนั้นคือ ตะแกรงอันที่หนึ่งเรียกว่า “ความจริง” ความลับที่เธอจะบอกนั้นเป็นความจริงหรือยัง?”

“ผมไม่รู้ แต่ได้ยินเขาพูดต่อๆ กันมา” ลูกศิษย์ตอบด้วยความไม่มั่นใจ

“ตะแกรงอันที่สองเรียกว่า“เจตนาดี” หมายถึงความลับที่เธอจะบอกนั้นเต็มไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ ?”

“เรื่องที่จะเล่านั้นก็มิได้มีเจตนาที่ดีแต่อย่างใด” ลูกศิษย์ตอบ

slot

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เพื่อความแน่ใจในการตัดสินใจ เราน่าจะใช้ตะแกรงอันที่ ๓ เข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสินด้วยคือ “เรื่องนั้นมีความสำคัญ” มากใช่ไหม ?”

“ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใดนักหรอกครับ” ลูกศิษย์ชี้แจง

เมื่อการถามไถ่เรื่องความลับที่ลูกศิษย์นำมาบอกแก่อาจารย์ โดยมีเรื่องตะแกรง ๓ อันเข้ามาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ลูกศิษย์จึงได้ตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าวนั้น ฝ่ายอาจารย์จึงให้ข้อคิดแก่ลูกศิษย์ในเรื่องการรับข่าวสารอันเกื้อกูลต่อการเรียนรู้ชีวิตไว้ว่า

“ไม่ว่าเราจะรับรู้เรื่องราวอะไรก็ตาม หากว่าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริง ไม่มีเจตนาอันเป็นไปเพื่อความดีงาม และไม่มีความสำคัญ การรับรู้เรื่องนั้นก็ควรเป็นการรับทราบแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ควรที่จะถ่ายทอดสู่ผู้อื่น เพราะรังแต่จะเป็นเรื่องรบกวนจิตใจในการที่จะใช้สติปัญญาพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า และที่สำคัญเรื่องราวเหล่านั้นก็ไม่มีคุณค่าพอ ที่จะถือเป็นสาระอันควรนำมาสู่ชีวิตจิตใจของตัวเราอีกต่างหาก”

Tagged: , ,

Written by tbvezzzz